Hero Image Hero Image

รูปแบบโครงสร้างทางกฎหมายหลักของธุรกิจ

รูปแบบโครงสร้างทางกฎหมายหลักของธุรกิจ

รูปแบบโครงสร้างทางกฎหมายหลักของธุรกิจ

-ห้างหุ้นส่วน

การจัดตั้งห้างหุ้นส่วนในประเทศไทยเป็นการจัดตั้งนิติบุคคลที่เปิดโอกาสให้บุคคลตั้งแต่ 2 คนขึ้นไปร่วมกันดำเนินธุรกิจ โดยแบ่งปันความรับผิดชอบ ผลกำไร และภาระหนี้สินของกิจการร่วมกัน ห้างหุ้นส่วนในประเทศไทยอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ซึ่งกำหนดประเภทของห้างหุ้นส่วน หลักเกณฑ์การบริหารจัดการ และข้อกำหนดทางกฎหมายที่เกี่ยวข้อง โดยทั่วไป ห้างหุ้นส่วนในประเทศไทยแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลัก ได้แก่ ห้างหุ้นส่วนสามัญ (Ordinary Partnership) และ ห้างหุ้นส่วนจำกัด (Limited Partnership) ซึ่งแต่ละประเภทมีลักษณะความรับผิดและการบริหารจัดการที่แตกต่างกัน แนวทางการจัดตั้งห้างหุ้นส่วนในประเทศไทย มีดังนี้:

A. ห้างหุ้นส่วนสามัญที่มิได้จดทะเบียน (Unregistered Ordinary Partnership: UOP) 
ห้างหุ้นส่วนประเภทนี้จัดตั้งได้ง่ายและไม่จำเป็นต้องจดทะเบียนอย่างเป็นทางการกับหน่วยงานของรัฐ โดยอาศัยข้อตกลงร่วมกันระหว่างหุ้นส่วนเป็นหลักในการดำเนินธุรกิจ

B. ห้างหุ้นส่วนสามัญจดทะเบียน (Registered Ordinary Partnership: ROP)
ห้างหุ้นส่วนจดทะเบียนต้องดำเนินการจดทะเบียนอย่างเป็นทางการกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) กระทรวงพาณิชย์

บริษัทจำกัด (Limited Company)
บริษัทจำกัด (Ltd.) เป็นรูปแบบนิติบุคคลที่ได้รับความนิยมมากที่สุดสำหรับทั้งนักลงทุนชาวไทยและชาวต่างชาติ การจัดตั้งบริษัทจำกัดมีหลายขั้นตอน ซึ่งรวมถึงการจัดเตรียมและยื่นเอกสารสำคัญ เช่น หนังสือบริคณห์สนธิ และข้อบังคับของบริษัท (Articles of Association หรือ By-laws) ต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

ขั้นตอนการจดทะเบียนบริษัทจำกัดในประเทศไทย

  1. จัดทำหนังสือบริคณห์สนธิ

    ชื่อบริษัท (ซึ่งต้องได้รับการอนุมัติจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) ก่อน)

    -วัตถุประสงค์และลักษณะการดำเนินธุรกิจของบริษัท
    -ทุนจดทะเบียนทั้งหมดและจำนวนหุ้นของบริษัท
    -ที่ตั้งสำนักงานจดทะเบียนของบริษัท
    -ชื่อของผู้ก่อการ (ผู้ถือหุ้นเริ่มแรก)
    -จำนวนหุ้นทั้งหมดและมูลค่าหุ้นต่อหุ้น (เช่น หุ้นละ 1 บาท)
  2. ยื่นจดทะเบียนหนังสือบริคณห์สนธิ
    -เมื่อจัดทำหนังสือบริคณห์สนธิเรียบร้อยแล้ว จะต้องยื่นต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) เพื่อขออนุมัติ
    -จัดประชุมจัดตั้งบริษัท
    -จดทะเบียนบริษัท
    -จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม- เปิดบัญชีธนาคารในนามบริษัท - หลังจากจดทะเบียนบริษัทเรียบร้อยแล้ว บริษัทจะต้องเปิดบัญชีธนาคารในนามของบริษัท
    โดยทั่วไป ธนาคารส่วนใหญ่จะขอเอกสารดังต่อไปนี้:

    1. สำเนาหนังสือรับรองการจดทะเบียนบริษัท
    2. เอกสารแสดงตนของกรรมการบริษัทและผู้ถือหุ้น

    3. เอกสารยืนยันที่อยู่สำนักงานจดทะเบียนของบริษัท (Proof of Registered Address)

ทุนเริ่มต้นของบริษัท (เช่น 25% ของทุนจดทะเบียน) โดยทั่วไปจะต้องฝากเข้าบัญชีธนาคารของบริษัทหลังจากเปิดบัญชีเรียบร้อยแล้ว

ข้อมูลที่ใช้ในการจัดตั้งบริษัทในประเทศไทย (Information Used for Company Formation in Thailand)

1. ชื่อบริษัททั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ (ต้องเป็นชื่อเดียวกับที่ได้ทำการจองไว้โดยผู้ก่อการ ผู้ถือหุ้น หรือกรรมการบริษัท)

2. ที่ตั้งสำนักงานใหญ่ ได้แก่ เลขที่ตั้ง อีเมลบริษัท หมายเลขโทรศัพท์ของบริษัท และเว็บไซต์ (หากมี)

3. วัตถุประสงค์ของบริษัท หรือประเภทของธุรกิจที่ดำเนินการ

4. ทุนจดทะเบียน โดยต้องแบ่งออกเป็นหุ้นที่มีมูลค่าเท่ากันทุกหุ้น และมูลค่าหุ้นต้องไม่น้อยกว่าหุ้นละ 5 บาท

5. ข้อมูลของผู้ก่อการบริษัท ได้แก่ ชื่อ ที่อยู่ อายุ อาชีพ หมายเลขโทรศัพท์ เลขประจำตัวประชาชน หรือเลขที่เอกสารประจำตัวอื่น (กรณีชาวต่างชาติ) รวมถึงจำนวนหุ้นที่จองซื้อ

6. ข้อมูลของพยานจำนวน 2 คน ได้แก่ ชื่อ ที่อยู่ อายุ หมายเลขโทรศัพท์ และเลขประจำตัวประชาชน หรือเลขที่เอกสารประจำตัวอื่น (กรณีชาวต่างชาติ)

7. อากรแสตมป์สำหรับหนังสือบริคณห์สนธิ จำนวน 200 บาท

8. อากรแสตมป์สำหรับข้อบังคับบริษัท (หากมี) จำนวน 100 บาท

9. ทุนชำระแล้ว (Paid-up Capital) ซึ่งต้องชำระไม่น้อยกว่า 25% ของมูลค่าหุ้น

10. ข้อมูลของกรรมการบริษัท ได้แก่ ชื่อ ที่อยู่ อายุ สัญชาติ หมายเลขโทรศัพท์ เลขประจำตัวประชาชน หรือเลขที่เอกสารประจำตัวอื่น (กรณีชาวต่างชาติ) และลายมือชื่อของกรรมการ

11. ชื่อกรรมการ หรือจำนวนกรรมการที่มีอำนาจลงนามผูกพันบริษัท

12. ชื่อและเลขที่ใบอนุญาตของผู้สอบบัญชีรับอนุญาตของบริษัท

13. ข้อมูลของผู้ถือหุ้น ได้แก่ ชื่อ ที่อยู่ อายุ อาชีพ หมายเลขโทรศัพท์ เลขประจำตัวประชาชน หรือเลขที่เอกสารประจำตัวอื่น (กรณีชาวต่างชาติ) และจำนวนหุ้นที่ถือครอง

14. ตราประทับของบริษัท (หากมี)


ข้อกำหนดขั้นต่ำสำหรับบริษัทจำกัดในประเทศไท

- บริษัทจำกัดต้องมีผู้ถือหุ้นอย่างน้อย 2 ราย

- บริษัทต้องแต่งตั้งกรรมการอย่างน้อย 1 คน (กรรมการสามารถเป็นชาวไทยหรือชาวต่างชาติก็ได้)

หลักเกณฑ์การถือหุ้นของชาวต่างชาติ
Foreigners can set up a limited company in Thailand, but they are typically restricted to 49% ownership of the company’s shares. The remaining 51% must be owned by Thai nationals. However, foreign ownership can be increased under certain conditions, such as:

- การได้รับการส่งเสริมการลงทุนจากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI: Board of Investment) ซึ่งอาจอนุญาตให้บริษัทมีผู้ถือหุ้นต่างชาติถือครองหุ้นได้ 100% ในบางประเภทธุรกิจหรืออุตสาหกรรมที่ได้รับการส่งเสริมตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด

- สนธิสัญญาไมตรีทางเศรษฐกิจและความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับสหรัฐอเมริกา (Treaty of Amity): สำหรับพลเมืองสหรัฐอเมริกา สนธิสัญญาดังกล่าวอาจอนุญาตให้ถือหุ้นได้ทั้งหมด (100%) ในบางประเภทธุรกิจ ภายใต้เงื่อนไขและข้อกำหนดที่เกี่ยวข้อง

- บริษัทมหาชนจำกัด (Public Limited Company)

- ขั้นตอนการจัดตั้งบริษัทมหาชนจำกัดมีความคล้ายคลึงกับการจัดตั้งบริษัทจำกัด อย่างไรก็ตาม บริษัทมหาชนจำกัดมักจัดตั้งขึ้นเพื่อระดมทุนจากประชาชน และนำหุ้นของบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET: Stock Exchange of Thailand) เพื่อให้สามารถเสนอขายหุ้นแก่ประชาชนทั่วไปได้.
สำนักงานสาขาของบริษัทต่างชาติ
 – สำนักงานผู้แทน (Representative Office) หรือ สำนักงานภูมิภาค (Regional Office)
 – การร่วมค้า

บริษัทที่มีผู้ถือหุ้นต่างชาติในประเทศไทย
ในประเทศไทย ใบอนุญาตประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว (Foreign Business License: FBL) เป็นใบอนุญาตที่จำเป็นสำหรับบุคคลต่างชาติหรือบริษัทที่มีชาวต่างชาติถือหุ้นหรือมีอำนาจควบคุมกิจการ ซึ่งประสงค์จะประกอบธุรกิจในบางประเภทที่ถูกจำกัดภายใต้ พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 (Foreign Business Act: FBA) พระราชบัญญัติดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อคุ้มครองผู้ประกอบการไทย และป้องกันการแข่งขันจากต่างชาติที่อาจส่งผลกระทบต่อธุรกิจภายในประเทศ โดยกำหนดให้คนต่างด้าวหรือบริษัทที่อยู่ภายใต้การควบคุมของชาวต่างชาติต้องได้รับอนุญาตก่อนจึงจะสามารถดำเนินธุรกิจบางประเภทในประเทศไทยได้