เศรษฐกิจที่มีความคึกคัก ทำเลยุทธศาสตร์ที่ได้เปรียบ และตลาดที่มีศักยภาพของประเทศไทย ทำให้ประเทศแห่งนี้เป็นจุดหมายปลายทางที่น่าสนใจสำหรับผู้ประกอบการ แม้ว่าการเข้าสู่ตลาดธุรกิจของไทยจะมาพร้อมกับโอกาสมากมายที่น่าตื่นเต้น แต่การทำความเข้าใจและปฏิบัติตามกรอบกฎหมาย รวมถึงข้อกำหนดด้านกฎระเบียบต่าง ๆ ของประเทศได้อย่างถูกต้อง คือปัจจัยสำคัญที่จะนำไปสู่ความสำเร็จและความ
เหตุใดผู้ประกอบการจึงควรพิจารณาดำเนินธุรกิจในประเทศไทย?
การดำเนินธุรกิจในประเทศไทยเปิดโอกาสที่น่าสนใจอย่างยิ่งสำหรับผู้ประกอบการและนักลงทุนต่างชาติที่ต้องการเข้าสู่ตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ซึ่งกำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว ประเทศไทยมีโครงสร้างพื้นฐานที่แข็งแกร่ง วัฒนธรรมที่เป็นมิตร และภาครัฐที่มีนโยบายส่งเสริมการลงทุนจากต่างชาติในหลายภาคธุรกิจ การดำเนินธุรกิจในประเทศไทยช่วยให้คุณสามารถเข้าถึงศูนย์กลางทางธุรกิจที่มีความสำคัญในภูมิภาคได้ อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จไม่ได้ขึ้นอยู่กับเงินทุนเพียงอย่างเดียว แต่ยังต้องอาศัยความเข้าใจอย่างชัดเจนเกี่ยวกับกฎหมายและข้อกำหนดในท้องถิ่น รวมถึงการวางกลยุทธ์ทางธุรกิจที่เหมาะสมและการมีพันธมิตรทางธุรกิจในประเทศที่น่าเชื่อถืออีกด้วย
พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 (Foreign Business Act: FBA) คืออะไร
พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 (FBA) เป็นกฎหมายหลักที่ใช้กำกับดูแลการประกอบธุรกิจของชาวต่างชาติในประเทศไทย และผู้ที่ต้องการดำเนินธุรกิจในประเทศไทยควรทำความเข้าใจกฎหมายฉบับนี้อย่างถ่องแท้ กฎหมาย FBA กำหนดข้อจำกัดเกี่ยวกับการถือหุ้นและการดำเนินธุรกิจของชาวต่างชาติในหลายประเภทกิจการ เว้นแต่จะได้รับใบอนุญาตประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว (Foreign Business License: FBL) หรือได้รับการยกเว้นตามที่กฎหมายกำหนด แม้ว่านักลงทุนรายใหญ่บางรายอาจได้รับสิทธิประโยชน์จากการส่งเสริมการลงทุนของคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) แต่เจ้าของธุรกิจต่างชาติรายย่อยมักต้องเผชิญกับข้อจำกัดทางกฎหมายที่เข้มงวดกว่า เนื่องจากข้อกำหนดด้านทุนจดทะเบียนและข้อจำกัดของประเภทธุรกิจ ดังนั้น การปฏิบัติตามกฎหมายอย่างถูกต้องจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องคำนึงถึงตั้งแต่เริ่มต้นดำเนินธุรกิจในประเทศไทย.
โครงสร้างธุรกิจแบบใดที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการลงทุนของคุณ?
เมื่อต้องการดำเนินธุรกิจในประเทศไทย การเลือกประเภทนิติบุคคลที่เหมาะสมถือเป็นปัจจัยสำคัญ โดยโครงสร้างธุรกิจที่ได้รับความนิยมมีดังนี้:
- บริษัทจำกัดของไทย (Thai Private Limited Company): เป็นรูปแบบที่ได้รับความนิยมมากที่สุดสำหรับการดำเนินกิจการในระยะยาว เนื่องจากผู้ถือหุ้นมีความรับผิดจำกัด บริษัทต้องมีผู้ถือหุ้นอย่างน้อย 2 ราย และสามารถกำหนดสิทธิในการออกเสียงที่ไม่เท่ากันได้ ซึ่งอาจช่วยให้ผู้ถือหุ้นต่างชาติที่ถือหุ้นส่วนน้อยยังคงสามารถรักษาอำนาจในการบริหารจัดการบริษัทได้
- บริษัทมหาชนจำกัด (Public Limited Company): เหมาะสำหรับธุรกิจขนาดใหญ่ที่ต้องการเสนอขายหุ้นต่อประชาชน โดยอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของพระราชบัญญัติบริษัทมหาชนจำกัด พ.ศ. 2535
- สาขาของบริษัทต่างชาติ (Branch Office) หรือสำนักงานผู้แทน (Representative Office): เหมาะสำหรับบริษัทต่างชาติที่ต้องการมีสถานะดำเนินงานในประเทศไทยโดยไม่ต้องจัดตั้งบริษัทใหม่ อย่างไรก็ตาม ขอบเขตการดำเนินธุรกิจจะถูกจำกัดมากกว่าบริษัทจำกัดของไทยอย่างมีนัยสำคัญ
ชาวต่างชาติสามารถถือหุ้น 100% ในประเทศไทยได้หรือไม่?

ได้ ชาวต่างชาติสามารถถือหุ้นได้ 100% ในการดำเนินธุรกิจในประเทศไทยในบางกรณี แต่จำเป็นต้องได้รับอนุญาตหรือได้รับการยกเว้นตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง โดยภายใต้พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว (Foreign Business Act: FBA) ผู้ประกอบการต่างชาติจะต้องได้รับ ใบอนุญาตประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว (Foreign Business License: FBL) จากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) นอกจากนี้ บริษัทต่างชาติยังสามารถถือหุ้นส่วนใหญ่หรือถือหุ้นทั้งหมดได้ผ่านสิทธิประโยชน์ส่งเสริมการลงทุนจาก คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) สำหรับอุตสาหกรรมเป้าหมาย หรืออาศัยข้อตกลงระหว่างประเทศ เช่น สนธิสัญญาไมตรีและความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างไทยและสหรัฐอเมริกา (US-Thai Treaty of Amity) หากไม่ได้รับการยกเว้นหรืออนุญาตตามช่องทางดังกล่าว บริษัทจะถูกจัดให้เป็น บริษัทต่างชาติ และอยู่ภายใต้ข้อจำกัดตามกฎหมาย FBA เมื่อมีการถือหุ้นโดยชาวต่างชาติเกิน 50% ของทุนจดทะเบียนทั้งหมด
ความเสี่ยงของการใช้ผู้ถือหุ้นตัวแทน (Nominee Shareholders) มีอะไรบ้าง?
เพื่อหลีกเลี่ยงข้อจำกัดด้านการถือหุ้นขณะดำเนินธุรกิจในประเทศไทย ชาวต่างชาติบางรายอาจพยายามจดทะเบียนบริษัทโดยให้บุคคลสัญชาติไทยถือหุ้นแทนในนาม อย่างไรก็ตาม แนวทางดังกล่าวมีความเสี่ยงอย่างมาก ดังนี้
- เป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย: การใช้ผู้ถือหุ้นตัวแทน (Nominee Shareholders) เพื่อหลีกเลี่ยงข้อจำกัดการถือหุ้นของชาวต่างชาติ ถือเป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวโดยตรง
- อยู่ภายใต้การตรวจสอบอย่างเข้มงวดจากหน่วยงานภาครัฐ: หน่วยงานของไทยมีการตรวจสอบโครงสร้างผู้ถือหุ้นอย่างใกล้ชิด โดยผู้ถือหุ้นสัญชาติไทยจะต้องสามารถพิสูจน์ได้ว่ามีศักยภาพทางการเงินที่แท้จริงในการชำระค่าหุ้น เพื่อป้องกันการจัดตั้งโครงสร้างผู้ถือหุ้นในลักษณะตัวแทน
- ก่อให้เกิดความไม่มั่นคงต่อบริษัท: การพึ่งพาการจัดโครงสร้างการลงทุนที่เป็นเพียงการถือหุ้นในนาม อาจทำให้โครงสร้างบริษัทขาดความมั่นคง และทำให้บริษัท กรรมการ และผู้ถือหุ้นต้องเผชิญกับบทลงโทษทางกฎหมายที่รุนแรง หากถูกตรวจสอบหรือพบการกระทำที่ไม่เป็นไปตามกฎหมายไทย
ต้องใช้เงินทุนเท่าใดในการจดทะเบียนบริษัท?
นจดทะเบียนขั้นต่ำสำหรับการจัดตั้ง บริษัทจำกัดในประเทศไทย โดยทั่วไปอยู่ที่ 1,000,000 บาท อย่างไรก็ตาม หากคุณเป็นชาวต่างชาติที่ต้องการดำเนินธุรกิจในประเทศไทยและมีความประสงค์จะขอใบอนุญาตทำงาน (Work Permit) ข้อกำหนดด้านทุนจดทะเบียนจะสูงขึ้น โดยทั่วไป จะต้องมี ทุนชำระแล้วจำนวน 2,000,000 บาท สำหรับพนักงานชาวต่างชาติ 1 คน ที่บริษัทต้องการเป็นผู้สนับสนุนการขอใบอนุญาตทำงาน (ภายใต้หลักเกณฑ์ทั่วไปที่รองรับชาวต่างชาติได้ไม่เกิน 3 คน ซึ่งต้องใช้ทุนชำระแล้วรวม 6,000,000 บาท) ทั้งนี้ สิ่งสำคัญคือต้องเข้าใจว่าเงินทุนดังกล่าวไม่ควรเป็นเพียงตัวเลขที่ปรากฏในเอกสารเท่านั้น หน่วยงานภาครัฐคาดหวังให้มีการลงทุนจริงและมีการนำเงินทุนเข้ามาใช้สนับสนุนการดำเนินธุรกิจอย่างแท้จริง เพื่อให้สอดคล้องกับลักษณะการดำเนินงานของบริษัท
อัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลในประเทศไทยปัจจุบันเป็นเท่าใด?
การทำความเข้าใจโครงสร้างภาษีและสภาพแวดล้อมทางการเงินถือเป็นส่วนสำคัญของการดำเนินธุรกิจในประเทศไทย โดยอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลมาตรฐานของประเทศไทยอยู่ที่ 20% ของกำไรสุทธิ อย่างไรก็ตาม วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ที่มีคุณสมบัติตามเกณฑ์ โดยมี ทุนชำระแล้วไม่เกิน 5,000,000 บาท และมี รายได้ไม่เกิน 30,000,000 บาทต่อปี จะได้รับสิทธิประโยชน์ภายใต้อัตราภาษีแบบขั้นบันได ดังนี้ 0% สำหรับกำไรสุทธิส่วนแรกไม่เกิน 300,000 บาท 15% สำหรับกำไรสุทธิส่วนที่เกิน 300,000 บาท ถึง 3,000,000 บาท 20% สำหรับกำไรสุทธิส่วนที่เกิน 3,000,000 บาท ขึ้นไป
หน้าที่ด้านการปฏิบัติตามกฎหมายและการจัดทำบัญชีที่ต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่องมีอะไรบ้าง?
แม้ว่าบริษัทของคุณจะยังไม่มีการดำเนินธุรกิจชั่วคราว (Dormant Company) ในระหว่างการประกอบธุรกิจในประเทศไทย แต่ยังคงมีหน้าที่ตามกฎหมายในการปฏิบัติตามข้อกำหนดต่าง ๆ อย่างเคร่งครัด โดยกรรมการผู้จัดการมีหน้าที่รับผิดชอบในการจัดทำงบการเงิน ให้ผู้สอบบัญชีรับอนุญาตในประเทศไทยตรวจสอบ และยื่นงบการเงินประจำปีตามที่กฎหมายกำหนด เนื่องจากการจัดทำบัญชีในประเทศไทยอ้างอิงหลักการบัญชีสากล แต่กำหนดให้เอกสารประกอบทางบัญชีทั้งหมดต้องมีคำแปลเป็นภาษาไทยแนบไว้ การใช้บริการด้านบัญชีจากผู้เชี่ยวชาญจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อช่วยให้การยื่นแบบภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) การจัดการภาษีหัก ณ ที่จ่าย และการตรวจสอบบัญชีประจำปี เป็นไปอย่างถูกต้องและราบรื่น
จะขอใบอนุญาตทำงาน (Work Permit) และวีซ่าธุรกิจ (Business Visa) ได้อย่างไร?
คุณไม่สามารถทำงานหรือบริหารจัดการธุรกิจผ่านบริษัทในประเทศไทยได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย หากยังไม่ได้รับ ใบอนุญาตทำงาน (Work Permit) จากกระทรวงแรงงาน และ วีซ่าประเภทคนอยู่ชั่วคราวเพื่อประกอบธุรกิจ (Non-Immigrant B Visa) ที่เกี่ยวข้อง โดยบริษัทจะต้องมีคุณสมบัติตามข้อกำหนดด้านทุนจดทะเบียนและอัตราส่วนพนักงานชาวไทยต่อพนักงานชาวต่างชาติ เพื่อให้สามารถเป็นผู้สนับสนุนการขอใบอนุญาตดังกล่าวได้ อีกทางเลือกหนึ่ง ผู้เชี่ยวชาญที่มีทักษะสูงและนักลงทุนที่มีศักยภาพอาจมีคุณสมบัติได้รับ วีซ่าพำนักระยะยาว (Long-Term Resident Visa: LTR Visa) ซึ่งมอบสิทธิพำนักในประเทศไทยได้สูงสุด 10 ปี พร้อมทั้งมีขั้นตอนการรายงานที่สะดวกยิ่งขึ้น และได้รับการยกเว้นจากข้อกำหนดด้านอัตราส่วนการจ้างงานตามเกณฑ์ทั่วไป

ให้ Moore GSiA เป็นพันธมิตรที่คุณไว้วางใจในโลกธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ด้วยเครือข่ายผู้เชี่ยวชาญกว่า 37,000 คนทั่วโลก และคำแนะนำทางธุรกิจที่ออกแบบให้เหมาะกับความต้องการของคุณ เราพร้อมช่วยให้ธุรกิจของคุณดำเนินงานได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย และเติบโตสู่ความสำเร็จอย่างมั่นคง
ติดต่อ Moore GSiA เพื่อรับคำแนะนำที่ชัดเจนและเปลี่ยนวิสัยทัศน์ทางธุรกิจของคุณให้เป็นจริง! for clear guidance and to bring your vision to life!
คำถามที่พบบ่อย
1. ชาวต่างชาติสามารถประกอบธุรกิจในประเทศไทยได้หรือไม่?
ได้ แต่จำเป็นต้องปฏิบัติตามข้อจำกัดที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว (Foreign Business Act) โดยการขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว (Foreign Business License) การได้รับการส่งเสริมการลงทุนจาก BOI หรือการจัดตั้งบริษัทจำกัดที่มีผู้ถือหุ้นสัญชาติไทยถือหุ้นส่วนใหญ่ร่วมกับพันธมิตรทางธุรกิจในท้องถิ่นที่แท้จริง
2. อัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับชาวต่างชาติเป็นอย่างไร?
ผู้มีถิ่นที่อยู่ในประเทศไทยและผู้ไม่มีถิ่นที่อยู่ซึ่งมีรายได้เกิดขึ้นในประเทศไทย จะต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในอัตราก้าวหน้า ตั้งแต่ 0% (สำหรับเงินได้สุทธิไม่เกิน 150,000 บาท) ไปจนถึง 35% (สำหรับเงินได้สุทธิเกิน 5,000,000 บาท)
3. การจัดตั้งบริษัทจำกัดในประเทศไทยใช้เวลานานเท่าใด?
หากเอกสารทั้งหมดจัดเตรียมครบถ้วน มีการจองชื่อบริษัทเรียบร้อย และข้อมูลผู้ถือหุ้นได้รับการตรวจสอบครบถ้วนแล้ว การจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทจำกัดกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) โดยทั่วไปจะใช้เวลาประมาณ 1 ถึง 3 สัปดาห์















