การดำเนินธุรกิจในประเทศไทยจำเป็นต้องมีความเข้าใจอย่างชัดเจนเกี่ยวกับระบบภาษี โดยหนึ่งในองค์ประกอบสำคัญคือ ภาษีธุรกิจเฉพาะ (Specific Business Tax: SBT) ซึ่งเป็นภาษีทางอ้อมที่จัดเก็บจากกิจการบางประเภท คู่มือนี้จะช่วยให้คุณเข้าใจข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับภาษีธุรกิจเฉพาะในประเทศไทย เพื่อให้สามารถปฏิบัติตามข้อกำหนดทางกฎหมายได้อย่างถูกต้อง
ภาษีธุรกิจเฉพาะ (Specific Business Tax) ในประเทศไทยคืออะไร? Specific Business Tax in Thailand?
ภาษีธุรกิจเฉพาะ (Specific Business Tax: SBT) เป็นภาษีทางอ้อมที่นำมาใช้ในประเทศไทยตั้งแต่ปี พ.ศ. 2535 เพื่อทดแทนระบบภาษีธุรกิจเดิม โดยภาษีประเภทนี้ใช้กับกิจการบางประเภทที่ไม่ได้อยู่ภายใต้ระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) โดยทั่วไป ธุรกิจที่มีรายรับเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี จะต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) อย่างไรก็ตาม บางภาคธุรกิจ เช่น สถาบันการเงินและธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ มีลักษณะการดำเนินงานที่ยากต่อการกำหนดมูลค่าเพิ่มในแต่ละขั้นตอนของการให้บริการหรือการดำเนินธุรกิจ ดังนั้น กิจการเหล่านี้จึงอยู่ภายใต้การจัดเก็บ ภาษีธุรกิจเฉพาะ (SBT) แทนการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม
ธุรกิจประเภทใดบ้างที่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ?
กิจการบางประเภทมีหน้าที่ต้องเสีย ภาษีธุรกิจเฉพาะ (Specific Business Tax: SBT) โดยกรมสรรพากรกำหนดประเภทกิจการที่อยู่ในข่ายต้องเสียภาษีดังต่อไปนี้
- ธุรกิจธนาคารพาณิชย์: กิจการที่ดำเนินงานภายใต้กฎหมายว่าด้วยการธนาคารพาณิชย์ หรือกฎหมายอื่นที่มีลักษณะใกล้เคียงกัน
- ธุรกิจเงินทุน หลักทรัพย์ และเครดิตฟองซิเอร์: กิจการที่ดำเนินงานภายใต้กฎหมายว่าด้วยธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์
- ธุรกิจประกันชีวิต: บริษัทที่ดำเนินกิจการภายใต้กฎหมายว่าด้วยการประกันชีวิต
- ธุรกิจโรงรับจำนำ: กิจการโรงรับจำนำที่ดำเนินงานภายใต้กฎหมายที่เกี่ยวข้อง
- ธุรกรรมที่มีลักษณะคล้ายธนาคารพาณิชย์: กิจกรรมที่ดำเนินเป็นปกติทางธุรกิจ เช่น การให้กู้ยืมเงิน การค้ำประกัน การแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ หรือการโอนเงินไปต่างประเทศ
- การขายอสังหาริมทรัพย์: การขายอสังหาริมทรัพย์เพื่อการค้าหรือแสวงหากำไร ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา
- การขายหลักทรัพย์: การขายหลักทรัพย์ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (Securities Exchange Market)
องค์กรและกิจกรรมประเภทใดบ้างที่ได้รับการยกเว้นภาษีธุรกิจเฉพาะ?
องค์กรและกิจกรรมบางประเภทได้รับการยกเว้นจาก ภาษีธุรกิจเฉพาะ (Specific Business Tax: SBT) โดยสิ้นเชิง ได้แก่
- ธนาคารแห่งประเทศไทย (Bank of Thailand), ธนาคารออมสิน, ธนาคารอาคารสงเคราะห์ และ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร
- บรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (Industrial Financial Corporation of Thailand)
- สหกรณ์ออมทรัพย์ เฉพาะกรณีที่ให้กู้ยืมแก่สมาชิกของสหกรณ์หรือแก่สหกรณ์ออมทรัพย์อื่น
- กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ที่จัดตั้งและดำเนินการตามกฎหมายว่าด้วยกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ
- การเคหะแห่งชาติ เฉพาะกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการขายหรือการเช่าซื้ออสังหาริมทรัพย์
- กิจการโรงรับจำนำ ที่ดำเนินการโดยกระทรวง ทบวง กรม หรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
- กิจการอื่น ๆ ที่ได้รับการกำหนดให้ได้รับการยกเว้นตามพระราชกฤษฎีกาโดยเฉพาะ
ฐานภาษีและอัตราภาษีธุรกิจเฉพาะคำนวณอย่างไร?
ภาษีธุรกิจเฉพาะ (Specific Business Tax: SBT) ในประเทศไทยคำนวณจาก รายรับรวม (Gross Receipts) ก่อนหักค่าใช้จ่ายใด ๆ ไม่ใช่จากกำไรสุทธิ โดยฐานภาษีและอัตราภาษีจะแตกต่างกันไปตามประเภทของกิจการ ธุรกิจธนาคาร ธุรกิจการเงิน และธุรกรรมที่มีลักษณะคล้ายกัน เสียภาษีในอัตรา 3% ของดอกเบี้ย ส่วนลด ค่าธรรมเนียม และกำไรขั้นต้นจากการแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศหรือตราสารหนี้ ธุรกิจประกันชีวิตและโรงรับจำนำ เสียภาษีในอัตรา 2.5% ของดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมที่ได้รับ ธุรกิจขายอสังหาริมทรัพย์เพื่อการค้าหรือแสวงหากำไร เสียภาษีในอัตรา 0.1% ของรายรับรวม ในบางกรณี มีการลดอัตราภาษีเป็นพิเศษ เช่น อัตรา 0.01% สำหรับสถาบันการเงินบางประเภทตามที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกาที่เกี่ยวข้อง นอกจากนี้ ยังต้องชำระ ภาษีท้องถิ่น (Municipality Tax) เพิ่มเติมในอัตรา 10% ของจำนวนภาษีธุรกิจเฉพาะที่คำนวณได้ ซึ่งจะถูกรวมเข้าเป็นยอดภาษีที่ต้องชำระทั้งหมด
ต้องจดทะเบียนภาษีธุรกิจเฉพาะเมื่อใด และดำเนินการอย่างไร?

จะต้องดำเนินการจดทะเบียนภาษีธุรกิจเฉพาะภายใน 30 วันนับจากวันที่เริ่มประกอบกิจการ การจดทะเบียนต้องยื่น แบบ ภธ.01 (P.T.01) โดยมีสถานที่ยื่นดังนี้ หากสถานประกอบการตั้งอยู่ใน กรุงเทพมหานคร ให้ยื่นต่อ สำนักงานสรรพากรพื้นที่ ที่รับผิดชอบ หากสถานประกอบการตั้งอยู่ใน จังหวัดอื่น ให้ยื่นต่อ สำนักงานสรรพากรอำเภอ/พื้นที่สาขา ที่รับผิดชอบในท้องที่นั้น สำหรับบุคคลหรือนิติบุคคลต่างชาติที่ประกอบกิจการในประเทศไทยผ่านสถานประกอบการหรือผู้แทนในประเทศ ก็มีหน้าที่ต้องจดทะเบียนภาษีธุรกิจเฉพาะเช่นกัน โดยผู้แทนหรือผู้รับมอบอำนาจในประเทศไทยจะเป็นผู้ดำเนินการจดทะเบียนภาษีธุรกิจเฉพาะแทนตามที่กฎหมายกำหนด
กำหนดเวลาการยื่นแบบแสดงรายการและการชำระภาษีเป็นอย่างไร?
ผู้ประกอบการที่จดทะเบียน ภาษีธุรกิจเฉพาะ (Specific Business Tax: SBT) ในประเทศไทย มีหน้าที่ต้องยื่นแบบแสดงรายการภาษีและชำระภาษีเป็นประจำทุกเดือน โดยใช้ แบบ ภธ.40 (P.T.40) กำหนดเวลาการยื่นแบบและชำระภาษีคือ ภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป หลังจากเดือนที่เกิดรายรับที่ต้องเสียภาษี ทั้งนี้ ผู้ประกอบการยังคงต้องยื่นแบบและชำระภาษีตามกำหนดแม้ว่าในเดือนนั้นจะ ไม่มีรายรับรวม (Gross Receipts) เกิดขึ้นก็ตาม หากบริษัทมีสถานประกอบการหลายสาขา จะต้องยื่นแบบแสดงรายการภาษี แยกตามแต่ละสาขาหรือสถานประกอบการ เว้นแต่จะได้รับอนุมัติจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้สามารถยื่นแบบรวมได้เป็นกรณีพิเศษ
บริษัทควรยื่นเอกสารภาษีประจำเดือนที่ใด?
สถานที่ยื่นแบบแสดงรายการภาษีขึ้นอยู่กับที่ตั้งของสถานประกอบการ ในกรุงเทพมหานคร ผู้ประกอบการต้องยื่น แบบ ภธ.40 (P.T.40) และชำระ ภาษีธุรกิจเฉพาะ (Specific Business Tax: SBT) ณ สำนักงานสรรพากรพื้นที่สาขาที่สถานประกอบการตั้งอยู่ หรือสถานที่อื่นที่อธิบดีกรมสรรพากรกำหนด สำหรับกิจการที่ตั้งอยู่ในจังหวัดอื่น ให้ยื่นแบบแสดงรายการภาษี ณ สำนักงานสรรพากรพื้นที่สาขา ที่รับผิดชอบในท้องที่นั้น นอกจากนี้ ผู้ประกอบการยังสามารถยื่นแบบภาษีและชำระภาษีได้ผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Filing) บนเว็บไซต์ทางการของกรมสรรพากรอีกด้วย
บทลงโทษทางกฎหมายสำหรับการไม่ปฏิบัติตามข้อกำหนดหรือการจัดเก็บเอกสารไม่ครบถ้วนมีอะไรบ้าง?

การไม่ปฏิบัติตามข้อกำหนดเกี่ยวกับ ภาษีธุรกิจเฉพาะ (Specific Business Tax: SBT) ในประเทศไทยอาจก่อให้เกิดผลทางกฎหมายที่ร้ายแรงได้ การประกอบกิจการที่อยู่ในข่ายต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะโดยไม่ได้ดำเนินการจดทะเบียนภาษีตามที่กฎหมายกำหนด อาจมีโทษ จำคุกไม่เกิน 1 เดือน หรือปรับไม่เกิน 5,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ การไม่จัดทำหรือไม่เก็บรักษารายงานรายรับที่ต้องเสียภาษีประจำวัน อาจมีโทษ จำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท ความผิดเกี่ยวกับการจัดเก็บเอกสารหรือการบันทึกข้อมูลที่ไม่ครบถ้วนในลักษณะเล็กน้อย อาจมีโทษปรับ ไม่เกิน 2,000 บาท เพื่อหลีกเลี่ยงบทลงโทษดังกล่าว การใช้บริการด้านภาษีในประเทศไทยจากผู้เชี่ยวชาญถือเป็นแนวทางที่เหมาะสม tax service in Thailand is a practical step.
Moore GSiA ซึ่งเป็นบริษัทด้านบัญชีที่ได้รับความไว้วางใจในประเทศไทย ให้บริการด้านภาษีเงินได้นิติบุคคลและคำปรึกษาที่เหมาะสมกับความต้องการของแต่ละธุรกิจ เพื่อช่วยให้กิจการของคุณปฏิบัติตามกฎหมายได้อย่างถูกต้อง ทีมงานของเราพร้อมดูแลการยื่นแบบภาษีประจำเดือน การยื่นเอกสารที่เกี่ยวข้อง และการจัดเก็บข้อมูลทางบัญชีและภาษีอย่างเป็นระบบ ช่วยลดความเสี่ยงและหลีกเลี่ยงค่าปรับที่ไม่จำเป็น เรามีความเชี่ยวชาญด้านภาษีธุรกิจเฉพาะในประเทศไทย และพร้อมสนับสนุนให้คุณสามารถบริหารจัดการภาระหน้าที่ด้านภาษีได้อย่างมั่นใจและมีประสิทธิภาพ
คำถามที่พบบ่อย
1. ธุรกิจต่างชาติที่ดำเนินงานผ่านตัวแทนในประเทศไทยต้องเสียภาษีนี้หรือไม่?
ใช่ หากบุคคลหรือนิติบุคคลต่างชาติประกอบกิจการที่อยู่ในข่ายต้องเสีย ภาษีธุรกิจเฉพาะ (Specific Business Tax: SBT) ในประเทศไทยผ่านสถานประกอบการหรือผู้แทนในประเทศ จะมีหน้าที่เสียภาษีดังกล่าว โดยผู้แทนในประเทศไทยจะเป็นผู้รับผิดชอบในการจดทะเบียนภาษีและดำเนินการยื่นแบบภาษีตามที่กฎหมายกำหนด
2. หากจำนวนภาษีที่คำนวณได้ในแต่ละเดือนต่ำกว่า 100 บาท จะต้องดำเนินการอย่างไร?
หากภาษีธุรกิจเฉพาะที่คำนวณได้สำหรับเดือนใดมีจำนวน ต่ำกว่า 100 บาท จะได้รับการยกเว้นไม่ต้องชำระภาษีสำหรับเดือนนั้น อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการยังคงมีหน้าที่ต้อง ยื่นแบบแสดงรายการภาษีภายในกำหนดเวลา ตามปกติ
3. กระบวนการยื่นภาษีสำหรับการขายอสังหาริมทรัพย์แตกต่างจากธุรกิจประเภทอื่นอย่างไร?
แตกต่างจากธุรกิจทั่วไปที่ต้องยื่นแบบภาษีเป็นรายเดือน ผู้ที่มีหน้าที่เสีย ภาษีธุรกิจเฉพาะจากการขายอสังหาริมทรัพย์ จะต้องชำระภาษีในขณะที่ดำเนินการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมที่เกี่ยวข้อง โดยชำระภาษีโดยตรงต่อเจ้าหน้าที่ของ กรมที่ดิน ในวันดำเนินการจดทะเบียนดังกล่าว















