การทำความเข้าใจภาระหน้าที่ด้านภาษีตามกฎหมายในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ถือเป็นสิ่งสำคัญสำหรับทุกธุรกิจที่กำลังเติบโต สำหรับกิจการที่ดำเนินงานในประเทศไทย การบริหารจัดการภาษีเงินได้นิติบุคคลจำเป็นต้องอาศัยความเข้าใจที่ชัดเจนเกี่ยวกับข้อกำหนดทางกฎหมาย อัตราภาษี กำหนดเวลาการยื่นแบบภาษี และรายจ่ายที่สามารถนำมาหักลดหย่อนได้ตามหลักเกณฑ์ของกรมสรรพากร การวางแผนภาษีอย่างเหมาะสมจะช่วยให้บริษัทสามารถเพิ่มประสิทธิภาพทางการเงิน พร้อมทั้งปฏิบัติตามกฎหมายได้อย่างครบถ้วน คู่มือนี้นำเสนอภาพรวมเกี่ยวกับภาษีเงินได้นิติบุคคลในประเทศไทยสำหรับปี 2569 เพื่อช่วยให้ผู้บริหารและเจ้าของธุรกิจสามารถตัดสินใจด้านการปฏิบัติตามกฎหมายและการดำเนินงานได้อย่างมีข้อมูลรองรับและเหมาะสมมากยิ่งขึ้น
ภาษีเงินได้นิติบุคคลคืออะไร?
ภาษีเงินได้นิติบุคคลในประเทศไทยเป็นภาษีทางตรงที่กรมสรรพากรจัดเก็บจากกำไรสุทธิที่นิติบุคคลได้รับในรอบระยะเวลาบัญชี โดยกำไรสุทธิจะคำนวณจากรายได้รวมที่เกิดขึ้นในปีบัญชี หักด้วยค่าใช้จ่ายทางธุรกิจที่สามารถนำมาหักได้และรายการหักลดหย่อนตามที่กฎหมายกำหนด นิติบุคคลที่จดทะเบียนทุกแห่งมีหน้าที่คำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลของตนอย่างถูกต้อง เพื่อให้เป็นไปตามประมวลรัษฎากรของประเทศไทย และเพื่อให้การรายงานทางการเงินเป็นไปอย่างโปร่งใสและถูกต้องตามกฎหมาย
ใครบ้างที่มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้นิติบุคคลในประเทศไทย?
- บริษัทและห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย ซึ่งมีหน้าที่เสียภาษีเงินได้นิติบุคคลจากรายได้ทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นรายได้ที่เกิดขึ้นภายในหรือภายนอกประเทศไทย
- บริษัทต่างชาติที่ดำเนินธุรกิจในประเทศไทย ผ่านสาขา สำนักงาน หรือผู้แทนในประเทศ ซึ่งมีหน้าที่เสียภาษีเงินได้นิติบุคคลเฉพาะรายได้ที่เกิดจากการดำเนินธุรกิจภายในประเทศไทย
- นิติบุคคลต่างชาติที่ไม่ได้ดำเนินธุรกิจโดยตรงในประเทศไทย แต่ได้รับรายได้ที่ต้องเสียภาษีจากแหล่งเงินได้ในประเทศไทย เช่น เงินปันผล ดอกเบี้ย ค่าสิทธิ (Royalty) หรือค่าบริการ
- กิจการร่วมค้า (Joint Venture) มูลนิธิที่จดทะเบียน และห้างหุ้นส่วนทางการค้า ที่ดำเนินกิจกรรมทางธุรกิจภายในประเทศไทย ก็มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้นิติบุคคลตามที่กฎหมายกำหนดเช่นกัน
อัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลมาตรฐานและอัตราภาษีที่ลดหย่อนสำหรับปี 2569 เป็นเท่าใด?
- อัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลมาตรฐานในประเทศไทยสำหรับปี 2569 อยู่ที่ 20% ของกำไรสุทธิ สำหรับนิติบุคคลส่วนใหญ่ที่จัดตั้งในประเทศ รวมถึงสาขาของบริษัทต่างชาติ
- วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ที่มีคุณสมบัติตามเกณฑ์ จะได้รับสิทธิประโยชน์ด้านภาษีเงินได้นิติบุคคลในอัตราก้าวหน้าเพื่อสนับสนุนการเติบโตของธุรกิจ โดยต้องมี ทุนชำระแล้วไม่เกิน 5 ล้านบาท และมี รายได้จากการขายสินค้าหรือการให้บริการไม่เกิน 30 ล้านบาทต่อปี
- ตารางด้านล่างแสดงอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลแบบก้าวหน้าที่ใช้กับ SME ที่มีคุณสมบัติตามเกณฑ์ในประเทศไทยสำหรับปี 2569:
| ช่วงกำไรสุทธิ (บาท) | อัตราภาษีเงินได้นิติบุคคล |
| 0 ถึง 300,000 | 0% |
| 300,001 ถึง 3,000,000 | 15% |
| มากกว่า 3,000,000 | 20% |
ธุรกิจสามารถเพิ่มรายการหักลดหย่อนภาษีได้อย่างถูกต้องตามกฎหมายอย่างไร?
- หักค่าใช้จ่ายในการดำเนินธุรกิจที่เป็นค่าใช้จ่ายปกติและจำเป็น ซึ่งเกิดขึ้นโดยตรงเพื่อการดำเนินกิจการและการสร้างรายได้ที่ต้องเสียภาษี
- ขอรับสิทธิหักลดหย่อนภาษีเพิ่มเติมอีก 100% สำหรับค่าใช้จ่ายด้านการฝึกอบรมพนักงานที่มีคุณสมบัติตามเกณฑ์ และชำระให้แก่ศูนย์ฝึกอบรมหรือสถาบันที่ได้รับการรับรอง
- ใช้สิทธิหักลดหย่อนภาษี 200% สำหรับค่าใช้จ่ายด้านการวิจัยและพัฒนา (R&D) ที่เข้าเกณฑ์ และชำระให้แก่หน่วยงานของรัฐหรือเอกชนที่ได้รับอนุญาต
- ใช้อัตราค่าเสื่อมราคาตามที่กฎหมายกำหนด โดยคำนวณจากราคาทุนของเครื่องจักร อุปกรณ์ อาคาร และสินทรัพย์ไม่มีตัวตน
- หักลดหย่อนเงินบริจาคที่มีสิทธิได้ ซึ่งบริจาคให้แก่องค์กรสาธารณประโยชน์ที่จดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมาย ได้สูงสุดไม่เกิน 2% ของกำไรสุทธิที่ต้องเสียภาษี
ขั้นตอนและกำหนดเวลาที่สำคัญสำหรับการยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้นิติบุคคลมีอะไรบ้าง?

การยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้นิติบุคคลภายในระยะเวลาที่กำหนดเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อหลีกเลี่ยงค่าปรับและเงินเพิ่มรายเดือนที่กรมสรรพากรกำหนด บริษัทจะต้องยื่น แบบแสดงรายการภาษีเงินได้นิติบุคคลครึ่งปี (แบบ ภ.ง.ด. 51) ภายใน 2 เดือนนับจากวันสิ้นสุด 6 เดือนแรกของรอบระยะเวลาบัญชี โดยชำระภาษีจากการประมาณการกำไรสุทธิประจำปี เมื่อสิ้นสุดรอบบัญชี บริษัทจะต้องยื่น แบบแสดงรายการภาษีเงินได้นิติบุคคลประจำปี (แบบ ภ.ง.ด. 50) พร้อมงบการเงินที่ผ่านการตรวจสอบโดยผู้สอบบัญชีรับอนุญาต ภายใน 150 วันนับจากวันสิ้นสุดรอบระยะเวลาบัญชี เพื่อชำระภาษีเงินได้นิติบุคคลส่วนที่ค้างชำระให้ครบถ้วนตามกฎหมาย
บริษัทต่างชาติจะจัดการเรื่องสถานประกอบการถาวร (Permanent Establishment: PE) และภาษีหัก ณ ที่จ่ายอย่างไร?
นิติบุคคลต่างชาติที่ดำเนินธุรกิจในประเทศไทยจำเป็นต้องพิจารณาว่าการมีสถานประกอบการทางกายภาพในประเทศ หรือการดำเนินงานผ่านตัวแทนที่มีอำนาจดำเนินกิจการอย่างต่อเนื่อง เข้าข่ายเป็น สถานประกอบการถาวร (Permanent Establishment: PE) หรือไม่ ในกรณีที่ถือว่ามี PE กำไรที่เกิดจากการดำเนินงานในประเทศไทยจะต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลในอัตรามาตรฐานตามกฎหมายไทย ขณะที่บริษัทต่างชาติที่ดำเนินธุรกิจโดยไม่มี PE ในประเทศไทย จะต้องเสียภาษีหัก ณ ที่จ่ายสำหรับรายได้ที่มีแหล่งกำเนิดในประเทศไทยตามอัตราที่กฎหมายกำหนด อัตราภาษีหัก ณ ที่จ่ายโดยทั่วไป ได้แก่ 10% สำหรับเงินปันผล 15% สำหรับดอกเบี้ย ค่าสิทธิ (Royalty) กำไรจากการขายทรัพย์สิน (Capital Gains) และค่าธรรมเนียมการบริหารจัดการ (Management Fees) อย่างไรก็ตาม อัตราภาษีดังกล่าวอาจได้รับการลดหย่อนภายใต้ ความตกลงเพื่อการเว้นการเก็บภาษีซ้อน (Double Taxation Agreements: DTAs) ที่ประเทศไทยทำไว้กับประเทศคู่สัญญาต่าง ๆ ซึ่งช่วยลดภาระภาษีสำหรับผู้ประกอบการและนักลงทุนต่างชาติได้ในหลายกรณี
สิทธิประโยชน์ทางภาษีพิเศษภายใต้โครงการ BOI และ EEC มีอะไรบ้าง?
ธุรกิจที่ลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมายสามารถได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่สำคัญผ่านโครงการส่งเสริมการลงทุนที่ดำเนินการโดย สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) และ เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor: EEC) โครงการที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนจาก BOI และมีคุณสมบัติตามเกณฑ์ อาจได้รับ การยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลสูงสุด 13 ปี รวมถึง การยกเว้นอากรขาเข้าสำหรับเครื่องจักรและวัตถุดิบ ที่ใช้ในการดำเนินกิจการ ในทำนองเดียวกัน ธุรกิจที่ดำเนินงานภายในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) อาจได้รับ การขยายระยะเวลาการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล หรือ การลดอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลลง 50% เป็นระยะเวลาสูงสุด 5 ปีเพิ่มเติม ซึ่งช่วยลดภาระภาษีโดยรวมได้อย่างมีนัยสำคัญสำหรับกิจการที่มีมูลค่าการลงทุนสูงและสร้างมูลค่าเพิ่มแก่เศรษฐกิจ
Moore GSiA Thailand จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติตามข้อกำหนดด้านภาษีเงินได้นิติบุคคลของคุณได้อย่างไร?

การบริหารจัดการข้อกำหนดตามกฎหมายและการวางแผนภาษีอย่างถูกต้องตามกฎหมายจำเป็นต้องอาศัยความเชี่ยวชาญในกฎหมายภาษีท้องถิ่น รวมถึงการให้คำแนะนำอย่างเป็นระบบตลอดรอบปีบัญชี Moore GSiA Thailand ให้บริการด้าน ภาษีเงินได้นิติบุคคล แบบครบวงจร เพื่อช่วยให้การดำเนินงานด้านภาษีเป็นเรื่องง่ายและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการยื่นแบบแสดงรายการภาษี การจัดทำประมาณการกำไรสุทธิสำหรับการยื่นแบบ ภ.ง.ด. 51 ครึ่งปี การประสานงานด้านการตรวจสอบบัญชี ตลอดจนการให้คำปรึกษาเกี่ยวกับประเด็นภาษีระหว่างประเทศที่มีความซับซ้อน การร่วมงานกับทีมผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีของเรา จะช่วยให้ธุรกิจของคุณสามารถปฏิบัติตามข้อกำหนดด้านภาษีเงินได้นิติบุคคลได้อย่างครบถ้วน ลดความเสี่ยงทางการเงิน และมุ่งเน้นไปที่การเติบโตทางธุรกิจอย่างยั่งยืนในประเทศไทย
คำถามที่พบบ่อย
1. ความเสี่ยงจากการประมาณการภาษีครึ่งปี (ภ.ง.ด. 51) ต่ำกว่าความเป็นจริงมีอะไรบ้าง?
หากบริษัทประมาณการกำไรสุทธิในแบบ ภ.ง.ด. 51 ต่ำกว่ากำไรสุทธิที่เกิดขึ้นจริงเกิน 25% โดยไม่มีเหตุอันสมควร บริษัทจะต้องชำระ เงินเพิ่มในอัตรา 20% ของจำนวนภาษีเงินได้นิติบุคคลที่ชำระขาด เมื่อยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้นิติบุคคลประจำปี
2. บริษัทต้องเก็บรักษาเอกสารทางบัญชีไว้เป็นระยะเวลานานเท่าใดเพื่อการตรวจสอบภาษี?
บริษัทในประเทศไทยมีหน้าที่ตามกฎหมายในการเก็บรักษาสมุดบัญชี งบการเงิน และเอกสารประกอบทางภาษีทั้งหมดไว้เป็นระยะเวลาอย่างน้อย 5 ปี นับจากวันสิ้นสุดรอบระยะเวลาบัญชี เพื่อรองรับการตรวจสอบภาษีจากกรมสรรพากร
3. อัตราภาษีสำหรับการโอนกำไรจากสาขาไปยังสำนักงานใหญ่ในต่างประเทศเป็นเท่าใด?
กำไรที่โอนจาก สาขาของบริษัทต่างชาติในประเทศไทย ไปยังสำนักงานใหญ่ในต่างประเทศ จะต้องเสีย ภาษีจากการโอนกำไรของสาขา (Branch Profit Remittance Tax) ในอัตรา 10% ของจำนวนกำไรที่โอนไปต่างประเทศ















